เปิดร้านทั้งที แพ็กเกจจิ้งก็ทำกำไรหดได้! มาดูวิธีคำนวณต้นทุนกระดาษห่อข้าว ว่าซื้อแบบรีมหรือกิโล แบบไหนประหยัดและเหมาะกับร้านคุณที่สุด
สวัสดีค่ะ พ่อค้าแม่ค้าทุกคน! เวลาเราเปิดร้านขายอาหาร สิ่งที่คนมักจะโฟกัสเป็นอันดับแรกๆ คือรสชาติและต้นทุนของวัตถุดิบหลักอย่างเนื้อสัตว์หรือข้าว แต่เชื่อไหมคะว่าสิ่งเล็กๆ อย่างแพ็กเกจจิ้ง กลับเป็นรายจ่ายแฝงที่ทำให้กำไรต่อจานของเราหายไปแบบไม่รู้ตัว ยิ่งยุคนี้ที่ต้นทุนวัตถุดิบสวิงขึ้นลง การอุดรอยรั่วเรื่องของใช้สิ้นเปลืองจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลย โดยเฉพาะร้านที่ขายดี มีออเดอร์กลับบ้านหรือเดลิเวอรีเยอะๆ ค่ากระดาษที่ใช้ในแต่ละเดือนบวกกันแล้วก็เป็นหลักพันหลักหมื่นได้เหมือนกัน
หลายคนคงเคยสับสนเวลาไปร้านขายส่งอุปกรณ์เบเกอรี่หรือร้านแพ็กเกจจิ้ง บางร้านตั้งราคาขายกระดาษเป็น "รีม" บางร้านขายชั่งเป็น "กิโลกรัม" มองปราดแรกแบบชั่งกิโลมักจะดูราคาถูกกว่าจนน่าหยิบใส่ตะกร้า แต่เราจะรู้ได้ยังไงคะว่าแบบไหนคุ้มค่ากว่ากันจริงๆ? วันนี้เราจะมาแกะสูตรคำนวณแบบง่ายๆ ชนิดที่ว่าหยิบเครื่องคิดเลขมากดตามแล้วรู้ผลทันที ว่าเงินที่เราจ่ายไปนั้นได้ความคุ้มค่ากลับมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่
ราคาต่อรีมกับราคาต่อกิโล บอกข้อมูลต่างกันอย่างไร
ก่อนจะไปตั้งป้อมเทียบราคา เราต้องเข้าใจธรรมชาติของหน่วยวัดสองแบบนี้ก่อนค่ะ เพราะมันมีข้อดีข้อเสียในการจัดการที่ต่างกัน
การซื้อแบบรีม คำว่ารีมคือหน่วยนับจำนวนแผ่นที่ชัดเจนตามมาตรฐานอุตสาหกรรม โดยปกติ 1 รีม จะมีกระดาษ 500 แผ่น (หรือบางแบรนด์อาจแพ็กแยกย่อยเป็นห่อละ 100 แผ่นรวมกัน) ข้อดีของการซื้อแบบนี้คือเรารู้จำนวนของที่ได้มาอย่างแน่นอน ทำให้เราสามารถเอามาหารเป็นต้นทุนต่อห่อได้เป๊ะมาก นอกจากนี้กระดาษที่มาเป็นรีมมักจะถูกแพ็กห่อพลาสติกมาอย่างดี ช่วยกันความชื้นและฝุ่นละอองระหว่างเก็บสต็อกได้ดีเยี่ยม
การซื้อแบบกิโลกรัม แบบนี้เป็นการซื้อขายด้วยน้ำหนักล้วนๆ ค่ะ โรงงานหรือยี่ปั๊วจะชั่งน้ำหนักรวมแล้วตีราคาออกมา ข้อดีคือเวลาเราซื้อในปริมาณมากๆ มักจะได้ราคาเหมาที่ดูถูกกว่าการซื้อปลีกแบบนับแผ่น แต่ข้อเสียหลักคือเราจะไม่รู้เลยว่า 1 กิโลกรัมนั้น จะได้กระดาษกางออกมาแล้วกี่แผ่นกันแน่ จนกว่าจะแกะห่อแล้วลองนับเอง ซึ่งทำให้การคุมต้นทุนรายวันทำได้ยากกว่าเล็กน้อย
ทำไมต้องรู้ขนาดและจำนวนแผ่นก่อนเทียบราคา
ความหนาของกระดาษ (ซึ่งเราเรียกกันว่าแกรม หรือ GSM) และขนาดความกว้างยาว เป็นตัวแปรลับที่หลายคนมักจะพลาดค่ะ
ถ้าเราซื้อแบบนับแผ่นเป็นรีม ความหนาของกระดาษอาจจะไม่มีผลกับจำนวน เพราะยังไงก็ได้ 500 แผ่นเท่าเดิม (แม้รีมนั้นจะหนักขึ้นก็ตาม) แต่ถ้าเราซื้อแบบชั่งกิโล น้ำหนักและความหนามีผลเต็มๆ สมมติว่าร้านเราเลือกใช้กระดาษเคลือบพลาสติกมันวาวแบบหนาพิเศษ เพื่อไม่ให้น้ำจิ้มซึมทะลุ ถ้าเราซื้อแบบชั่งกิโล เราจะได้จำนวนแผ่นน้อยกว่ากระดาษแบบบางมากๆ ในน้ำหนัก 1 กิโลเท่ากัน
ดังนั้น ถ้าเราไม่รู้ว่ากระดาษหนากี่แกรม ขนาดกี่นิ้ว การเอาหน่วยกิโลมาเทียบกับหน่วยรีมตรงๆ เพียงเพราะเห็นตัวเลขราคาถูกกว่า จะทำให้เราประเมินความคุ้มค่าพลาดได้ง่ายๆ ค่ะ บางครั้งซื้อกิโลถูกกว่าก็จริง แต่นับแผ่นออกมาแล้วได้น้อยกว่าซื้อแบบรีมก็มีให้เห็นบ่อยๆ
วิธีคิดต้นทุนกระดาษต่อแผ่นและต่อห่อ
มาถึงช่วงสำคัญแล้วค่ะ เตรียมเครื่องคิดเลขในมือถือขึ้นมาได้เลย การจะรู้ว่าแบบไหนคุ้ม เราต้องทลายกำแพงของหน่วยวัดให้กลายเป็นหน่วยเดียวกันก่อน นั่นคือการหา "ราคาต่อ 1 แผ่น"
วิธีคิดต้นทุนเมื่อซื้อแบบรีม
อันนี้คิดง่ายมากที่สุดค่ะ ให้เอาราคาที่ซื้อมาตั้ง แล้วหารด้วยจำนวนแผ่นได้เลย ตัวอย่างเช่น เราซื้อกระดาษมา 1 รีม (500 แผ่น) ในราคา 150 บาท วิธีคิด: 150 ÷ 500 = 0.30 บาท นั่นแปลว่า ต้นทุนของกระดาษห่อข้าวมันไก่แบบรีมในรอบนี้ จะอยู่ที่แผ่นละ 30 สตางค์ค่ะ ถ้าร้านเราห่อข้าว 1 ชั้น ต้นทุนก็คือ 30 สตางค์ต่อออเดอร์เป๊ะๆ
วิธีคิดต้นทุนเมื่อซื้อแบบกิโล
แบบนี้จะซับซ้อนขึ้นนิดนึง เพราะเราต้องรู้ก่อนว่า 1 กิโลกรัมได้กระดาษกี่แผ่น วิธีที่ชัวร์ที่สุดคือตอนซื้อมาครั้งแรกต้องสละเวลาลองนับดูค่ะ (หรือใช้วิธีชั่งน้ำหนักกระดาษ 10 แผ่นแล้วเทียบบัญญัติไตรยางศ์เอาก็ได้เพื่อความรวดเร็ว) ตัวอย่างเช่น ซื้อมา 1 กิโลกรัม ราคา 80 บาท เรานับรวมได้ประมาณ 320 แผ่น วิธีคิด: 80 ÷ 320 = 0.25 บาท พอหารออกมาเป็นรายแผ่นแล้ว จะเห็นว่าแบบกิโลในตัวอย่างนี้ตกแผ่นละ 25 สตางค์ ซึ่งถูกกว่าแบบรีมถึง 5 สตางค์ต่อห่อ
รวมค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ
ช้าก่อนค่ะ! อย่าเพิ่งรีบพุ่งตัวไปซื้อแบบกิโลเพียงเพราะเห็นว่าถูกกว่า 5 สตางค์ เวลาเราสั่งของออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน หรือแม้แต่ขับรถไปซื้อเองที่ศูนย์ค้าส่ง "น้ำหนักและระยะทาง" คือสิ่งที่กำหนดค่าใช้จ่ายแฝงค่ะ
การสั่งซื้อกระดาษห่อข้าวมันไก่จำนวนมากในรูปแบบชั่งกิโล น้ำหนักของสินค้าจะเยอะมาก ทำให้ค่าจัดส่งกระโดดขึ้นไปแพงกว่าปกติ เมื่อรวมค่าส่งเข้าไปแล้ว ต้นทุนรวมอาจจะแซงหน้าแบบรีมด้วยซ้ำ วิธีเทียบที่ถูกต้องที่สุดคือ: (ราคากระดาษทั้งหมดที่จ่าย + ค่าจัดส่งหรือค่าน้ำมัน) ÷ จำนวนแผ่นทั้งหมดที่ได้รับ = ต้นทุนต่อแผ่นที่แท้จริง
ถ้าคุณซื้อแบบกิโลถูกมาก แต่โดนค่าส่งไป 150 บาท หารออกมาแล้วอาจจะกลายเป็นแผ่นละ 35 สตางค์ ซึ่งแพงกว่าเดินไปซื้อแบบรีมร้านปากซอยที่ไม่มีค่าเดินทางค่ะ
เลือกหน่วยซื้อให้เหมาะกับปริมาณใช้ของร้าน
ทีนี้ก็มาถึงการตัดสินใจแล้วค่ะ ว่าร้านของเราควรจะตกลงปลงใจกับวิธีซื้อแบบไหนดี ซึ่งไม่มีผิดไม่มีถูก ขึ้นอยู่กับสไตล์การขายของแต่ละร้านเลยค่ะ
สายขายดี ออเดอร์แน่น พื้นที่เยอะ
ถ้าร้านของคุณอยู่ตัวแล้ว ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า วันนึงมีออเดอร์กลับบ้านหลายร้อยห่อ มีพื้นที่หลังร้านสำหรับสต็อกของที่แห้งและปลอดภัยจากแมลง การซื้อแบบชั่งกิโลหรือซื้อราคาส่งจากโรงงานโดยตรงจะช่วยเซฟเงินในระยะยาวได้ดีมาก เพราะเมื่อปริมาณการใช้กระดาษห่อข้าวมันไก่ในแต่ละวันสูงมาก ส่วนต่างแค่ 5 สตางค์ต่อแผ่น พอรวมกันหลักหมื่นแผ่นต่อเดือน ก็กลายเป็นเงินก้อนที่เอาไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟร้านได้สบายๆ ค่ะ
สายเพิ่งเริ่มต้น หรือพื้นที่จำกัด
แต่ถ้าร้านเพิ่งเปิดใหม่ ยอดขายยังสวิงเอาแน่เอานอนไม่ได้ หรือร้านเป็นแบบคีออสเล็กๆ ไม่มีที่เก็บของ ขอแนะนำให้ซื้อแบบรีมไปก่อนค่ะ เพราะการซื้อแบบนับแผ่นช่วยให้เราคุมสต็อกง่าย รู้ชัดเจนว่าของเหลือเท่าไหร่ ต้องสั่งเพิ่มวันไหน แถมยังสามารถเอาจำนวนแผ่นที่หายไปมาเช็กกับยอดขายในแต่ละวันได้ด้วย ว่าพนักงานของเราใช้ของเปลืองไปไหม หรือมีการห่อทิ้งห่อเสียมากเกินไปหรือเปล่า
การทำธุรกิจร้านอาหาร กำไรไม่ได้มาจากยอดขายที่ถล่มทลายเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการบริหารจัดการหลังบ้านที่ละเอียดรอบคอบด้วย การลดต้นทุนไม่ได้แปลว่าต้องลดสเปกหรือใช้ของไม่มีคุณภาพเสมอไปนะคะ แค่เราเสียเวลาบวกลบคูณหารตัวเลขเปรียบเทียบเพิ่มอีกนิดหน่อย ก็สามารถอุดรอยรั่วของรายจ่ายได้แล้ว หวังว่าเทคนิคเลือกซื้อกระดาษห่อข้าวมันไก่ที่เราเอามาฝากวันนี้ จะช่วยให้เพื่อนๆ เห็นภาพชัดเจนขึ้น และเลือกวิธีที่ประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากที่สุด ขอให้ขายดี ออเดอร์ปัง ลูกค้าแน่นร้านกันทุกคนนะคะ!