หมดยุคใช้เซนส์บริหารธุรกิจ! ค้นพบเหตุผลว่าทำไม Data ถึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้คุณรู้ใจลูกค้า ลดต้นทุน และเพิ่มยอดขายได้แบบไม่ต้องเดาอีกต่อไป
เคยไหมคะ... เวลาประชุมทีมหรือวางแผนการตลาดทีไร ท้ายที่สุดบทสรุปมักจะไปจบที่ประโยคคลาสสิกอย่าง "พี่ว่าลูกค้าน่าจะชอบแบบนี้นะ" หรือ "ลองจัดโปรนี้ดู เซนส์มันบอกว่าต้องปังแน่ๆ"
ในอดีต การใช้ประสบการณ์หรือ "สัญชาตญาณ" ในการตัดสินใจอาจจะเคยได้ผลค่ะ เพราะคู่แข่งยังไม่เยอะ พฤติกรรมผู้บริโภคไม่ได้เปลี่ยนไวเท่าทุกวันนี้ แต่ในยุคที่ทุกอย่างหมุนเร็ว อินเทอร์เน็ตทำให้คนมีตัวเลือกในมือมากมาย การฝากอนาคตของธุรกิจไว้กับการ "เดาใจ" จึงกลายเป็นความเสี่ยงที่ต้นทุนสูงเกินไป
นี่แหละค่ะคือเหตุผลว่าทำไม Data (ข้อมูล) ถึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของชาวไอทีหรือบริษัทยักษ์ใหญ่หน้าเดิมๆ อีกต่อไป แต่มันคือ "อาวุธลับ" ที่ทุกธุรกิจขาดไม่ได้ แล้ว Data มันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ? ลองตามมาดูกันค่ะ!
หมดยุค "พี่ว่าน่าจะเวิร์ก" สู่ยุคที่ Data คือเข็มทิศธุรกิจ
ลองจินตนาการว่าคุณกำลังปิดตาขับรถ โดยมีคนนั่งข้างๆ คอยบอกทางด้วยความรู้สึกว่า "น่าจะเลี้ยวซ้ายนะ" หรือ "ข้างหน้าน่าจะไม่มีหลุมหรอก" คุณคงรู้สึกไม่ปลอดภัยใช่ไหมคะ? การทำธุรกิจโดยไม่มี Data ก็เหมือนการปิดตาขับรถนั่นแหละค่ะ
Data เข้ามาทำหน้าที่เป็น "ตา" และ "เข็มทิศ" ที่ช่วยให้เรามองเห็นสภาพแวดล้อมตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามความเชื่อของเราเอง ข้อมูลจะบอกเราได้ชัดเจนเลยว่า ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน ลูกค้ากำลังไปทางไหน และเส้นทางไหนที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วที่สุด โดยเจ็บตัว (และเสียเงิน) น้อยที่สุด
Data ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือ "เสียง" ของลูกค้า
หลายคนพอได้ยินคำว่า Data มักจะเบือนหน้าหนี เพราะภาพในหัวคือตาราง Excel ที่มีตัวเลขยุ่บยั่บเต็มไปหมด แต่จริงๆ แล้วสำหรับธุรกิจ Data ก็คือ "พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า" ที่ถูกบันทึกไว้นั่นเองค่ะ ซึ่งถ้าเรานำมาใช้อย่างถูกวิธี มันจะช่วยพลิกโฉมธุรกิจเราได้ใน 3 มิติหลักๆ ดังนี้ค่ะ:
1. รู้ใจลูกค้า ชนิดที่ลูกค้ายังแปลกใจ (Hyper-Personalization)
หมดยุคของการทำการตลาดแบบหว่านแหแล้วค่ะ ปัจจุบันลูกค้าคาดหวังให้แบรนด์ "รู้จัก" และ "รู้ใจ" พวกเขา Data จะช่วยให้เราเห็นว่า ลูกค้าคนนี้ชอบซื้อสินค้าหมวดไหน ซื้อช่วงเวลาใด และใช้จ่ายเฉลี่ยเท่าไหร่
เช่น ถ้าเราเป็นร้านขายสัตว์เลี้ยง Data จะบอกเราได้ว่า ลูกค้าคนนี้เพิ่งซื้ออาหารลูกสุนัขไปเมื่อ 2 เดือนก่อน ตอนนี้ลูกสุนัขน่าจะโตขึ้นแล้ว เราสามารถส่งโปรโมชันอาหารสุนัขโตไปให้เขาได้พอดีเป๊ะ การทำการตลาดแบบรู้ใจแบบนี้ นอกจากลูกค้าจะประทับใจแล้ว โอกาสปิดการขายยังสูงกว่าการสุ่มส่งโปรโมชันแบบเดิมๆ หลายเท่าตัวเลยค่ะ
2. อุดรอยรั่ว ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทิ้ง (Cost Optimization)
การเดา นอกจากจะทำให้พลาดเป้าแล้ว ยังเปลืองเงินด้วยค่ะ! สมมติว่าเรายิงแอดโฆษณาไป 50,000 บาท แล้วรู้สึกว่า "ยอดขายก็ดูดีนะ" แต่ถ้าเรากาง Data ดู เราอาจจะพบความจริงที่น่าตกใจว่า ยอดขายที่เกิดขึ้น 80% มาจากลูกค้าเก่าที่ซื้อผ่าน LINE OA อยู่แล้ว ส่วนแอดที่ยิงไปแทบไม่ได้ลูกค้าใหม่เลย
เมื่อเรามี Data เราจะรู้ทันทีว่าควรหยุดเผาเงินไปกับช่องทางไหน และควรทุ่มงบไปที่ช่องทางใด การบริหารสต็อกสินค้าก็เช่นกัน Data จะบอกได้ว่าสินค้าตัวไหนคือ "นางเอก" ที่ควรสต็อกเพิ่ม และตัวไหนคือ "ตัวถ่วง" ที่ต้องรีบจัดโปรโมชันระบายของออกให้ไวที่สุด
3. มองเห็นโอกาสใหม่ๆ และจับเทรนด์ได้ก่อนใคร (Trend Prediction)
ข้อนี้สนุกมากค่ะ เพราะ Data ช่วยให้เราเห็น "อนาคต" ลางๆ ได้ ตัวอย่างเช่น หากยอดค้นหาสินค้าหรือคีย์เวิร์ดบางอย่างในเว็บไซต์ของเราเริ่มค่อยๆ ขยับตัวสูงขึ้นติดต่อกัน 2 สัปดาห์ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเทรนด์บางอย่างกำลังจะมา ถ้าเราอ่านเกมจาก Data ออก เราก็สามารถสั่งผลิตหรือหาสินค้านั้นมาเตรียมขายได้ก่อนที่คู่แข่งจะรู้ตัวด้วยซ้ำค่ะ
กรณีศึกษา: เมื่อธุรกิจเปลี่ยนมาเชื่อ Data มากกว่าเซนส์
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองมาดูตัวอย่างจำลองที่อินสไปร์มาจากเรื่องจริงกันค่ะ
ร้านเสื้อผ้าออนไลน์ กับสต็อกจมที่หายไป
ร้านเสื้อผ้าแบรนด์หนึ่ง เจ้าของร้านชอบสีโทนพาสเทลมาก จึงสั่งผลิตแต่สีพาสเทลเพราะ "เซนส์บอกว่าผู้หญิงต้องชอบ" แต่ปรากฏว่ายอดขายไม่ปัง สต็อกจม วันหนึ่งเธอตัดสินใจดู Data จากหลังบ้านเว็บไซต์และแบบสอบถาม พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของเธอเป็นกลุ่ม First Jobber ที่ต้องการเสื้อผ้าสีเอิร์ธโทนหรือสีสุภาพที่ใส่ไปทำงานได้ด้วย พอปรับการผลิตตาม Data ยอดขายก็กลับมาพุ่งทะยาน สต็อกไม่บวมอีกต่อไป
คาเฟ่เล็กๆ ที่ดึงลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้ 100%
คาเฟ่แห่งหนึ่งใช้ระบบสมาชิกร่วมกับระบบ POS ง่ายๆ เพื่อเก็บ Data ว่าลูกค้าประจำแต่ละคนชอบสั่งอะไร และมักจะมาวันไหน สิ่งที่ร้านทำคือ เมื่อลูกค้าประจำเดินเข้ามาหน้าร้าน พนักงานจะทักทายพร้อมถามว่า "วันนี้รับอเมริกาโน่เย็น ไม่หวาน เหมือนเดิมไหมคะ?" ความใส่ใจเล็กๆ ที่เกิดจากการเก็บ Data อย่างเป็นระบบนี้ ทำให้ลูกค้าประทับใจจนไม่เปลี่ยนใจไปกินร้านอื่นเลยค่ะ
ธุรกิจเล็กๆ เริ่มต้นเก็บ Data ยังไงดี? ไม่อยากวุ่นวายทำได้ไหม?
พออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเริ่มไฟลุก อยากใช้ Data แล้ว แต่ก็ยังกังวลว่าธุรกิจเราไม่ได้ใหญ่โต จะต้องไปจ้างโปรแกรมเมอร์ไหม? จะใช้เครื่องมือแพงๆ หรือเปล่า? คำตอบคือ ไม่จำเป็นเลยค่ะ! เราสามารถเริ่มจากสเต็ปง่ายๆ ได้ตามนี้เลย:
Step 1: เริ่มจากขุมทรัพย์ข้อมูลที่มีอยู่ในมือ
ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลค่ะ เริ่มจากสิ่งที่เรามี เช่น สถิติหลังบ้านของ Facebook Page (Insights), ข้อมูลจาก LINE OA, ระบบเครื่องคิดเงิน (POS) ที่ร้าน หรือแม้กระทั่งไฟล์ Excel บันทึกการขายประจำวัน นี่แหละค่ะคือ Data ชั้นดีที่จะบอกว่า สินค้าอะไรขายดีสุด ช่วงเวลาไหนคนเข้าร้านเยอะสุด
Step 2: ตั้งคำถามให้ถูกจุด (หา Objective ให้เจอ)
อย่าเพิ่งกวาดเก็บข้อมูลทุกอย่างบนโลกค่ะ เพราะเดี๋ยวจะสำลักข้อมูลเปล่าๆ ให้เริ่มจากการตั้งคำถามที่เราอยากรู้ก่อน เช่น "ทำไมยอดขายเดือนนี้ถึงตก?" หรือ "ลูกค้าที่ซื้อซ้ำ เขาชอบโปรโมชันแบบไหน?" พอเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เราจะรู้เองค่ะว่าต้องไปหยิบข้อมูลตัวไหนมาดู
Step 3: ทดลอง ลงมือทำ และปรับปรุง (Test & Learn)
Data จะไม่มีประโยชน์เลยถ้ามันนอนนิ่งๆ อยู่ในคอมพิวเตอร์ เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ต้องกล้าที่จะนำไปทดลองสร้างแคมเปญ หรือปรับปรุงสินค้าดูค่ะ สมมติ Data บอกว่าคนชอบเข้ามาดูสินค้าตอน 2 ทุ่ม ก็ลองเปลี่ยนเวลาโพสต์ขายของมาเป็นช่วง 2 ทุ่มดู ทำแล้วได้ผลอย่างไร ก็เอา Data ชุดใหม่นั้นมาปรับปรุงต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ
อย่ากลัว Data เพราะมันคือเพื่อนซี้คนใหม่ของคุณ
สุดท้ายนี้ อยากฝากไว้ว่า การนำ Data มาใช้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องทิ้งศิลปะในการทำธุรกิจ หรือทิ้งความคิดสร้างสรรค์ไปนะคะ "สัญชาตญาณ" และ "ประสบการณ์" ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการคิดค้นไอเดียใหม่ๆ เสมอ
แต่ Data จะเข้ามาเป็นตัวช่วย "ยืนยัน" ว่าไอเดียที่เราคิดนั้น มันตอบโจทย์ลูกค้าจริงๆ ไหม มันช่วยลดความเสี่ยง ทำให้เราก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องมาคอยลุ้นลอยๆ ว่าแคมเปญนี้จะรอดหรือจะร่วงอีกต่อไป
หมดยุคของการเดาใจแล้วค่ะ ถึงเวลาหยิบ Data ขึ้นมาเป็นผู้ช่วยมือหนึ่ง แล้วคุณจะพบว่า การทำธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนนั้น... ง่ายและสนุกกว่าที่คิดไว้เยอะเลยค่ะ!
