รับเงินจากลูกค้าต่างชาติผ่าน PayPal หรือ Stripe แบบไหนคุ้มกว่า? เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม การแปลงสกุลเงิน และข้อจำกัดที่ฟรีแลนซ์ไทยต้องรู้ก่อนเลือกใช้
ฟรีแลนซ์ที่รับงานจากลูกค้าต่างชาติไม่ได้เสียเงินเฉพาะ “ค่าธรรมเนียมรับชำระ” เท่านั้น แต่ยังอาจมีค่าธรรมเนียมคงที่ ค่าแปลงสกุลเงิน ภาษีที่เรียกเก็บบนค่าบริการ และค่าถอนเงินเข้าธนาคารไทยด้วย ดังนั้น การดูเพียงตัวเลขเปอร์เซ็นต์หน้าแรกอาจทำให้เลือกช่องทางผิดและประเมินรายรับสูงกว่าความเป็นจริง
บทความนี้เปรียบเทียบ PayPal และ Stripe ในมุมของฟรีแลนซ์ไทย โดยอ้างอิงอัตราและเงื่อนไขที่ผู้ให้บริการประกาศ ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เพื่อช่วยให้เลือกช่องทางรับเงินได้เหมาะกับลักษณะงานและวิธีชำระเงินของลูกค้า
สรุปสั้น ๆ: PayPal เหมาะเมื่อผู้ว่าจ้างต้องการจ่ายผ่านบัญชี PayPal ส่วน Stripe เหมาะเมื่ออยากรับบัตรผ่าน Payment Link หรือเชื่อมระบบชำระเงินเข้ากับเว็บไซต์ แต่ไม่มีแพลตฟอร์มใดถูกกว่าทุกกรณี
ก่อนเลือกช่องทางรับเงิน ต้องดูค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?
ค่าธรรมเนียมที่ฟรีแลนซ์ควรตรวจสอบมีมากกว่าตัวเลขเปอร์เซ็นต์ต่อรายการ ได้แก่
- ค่าธรรมเนียมรับชำระ: คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดเงิน และอาจบวกค่าธรรมเนียมคงที่ต่อรายการ
- ค่าธรรมเนียมบัตรต่างประเทศ: ลูกค้าต่างชาติที่จ่ายด้วยบัตรอาจทำให้ผู้รับเสียค่าธรรมเนียมสูงกว่าบัตรที่ออกในประเทศไทย
- ค่าแปลงสกุลเงิน: เกิดขึ้นเมื่อสกุลเงินที่ลูกค้าจ่ายไม่ตรงกับสกุลเงินที่นำเข้าบัญชีธนาคาร
- ค่าถอนหรือเบิกจ่าย: บางแพลตฟอร์มคิดค่าธรรมเนียมเมื่อถอนยอดต่ำกว่าเกณฑ์
- ภาษีบนค่าบริการ: ภาษีอาจถูกเรียกเก็บเพิ่มเติมบนค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์ม ไม่ได้คิดจากรายรับทั้งหมด
- ต้นทุนจากข้อพิพาท: หากลูกค้าปฏิเสธรายการหรือยื่นข้อพิพาท อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมและเงินอาจถูกพักไว้ระหว่างตรวจสอบ
เพราะฉะนั้น คำถามที่ควรถามไม่ใช่แค่ “เจ้าไหนคิดเปอร์เซ็นต์น้อยกว่า” แต่คือ “ลูกค้าจ่ายจากประเทศไหน จ่ายด้วยอะไร เป็นสกุลเงินใด และเราจะรับเงินเข้าธนาคารไทยอย่างไร”
PayPal และ Stripe ต่างกันอย่างไร?
PayPal: กระเป๋าเงินดิจิทัลที่ลูกค้าต่างประเทศคุ้นเคย
PayPal เป็นทั้งบัญชีรับ–จ่ายเงินออนไลน์และช่องทางชำระเงิน ลูกค้าที่มีบัญชี PayPal สามารถเข้าสู่ระบบและยืนยันการชำระเงินได้โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลบัตรใหม่ทุกครั้ง ผู้รับสามารถออกใบแจ้งหนี้หรือใช้ PayPal Checkout เพื่อรับชำระค่าสินค้าและบริการได้
PayPal จึงเหมาะกับฟรีแลนซ์ที่ลูกค้าระบุชัดว่าต้องการจ่ายผ่าน PayPal หรือทำงานกับลูกค้ารายย่อยที่คุ้นเคยกับแพลตฟอร์มนี้อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม บัญชี PayPal Thailand มีข้อกำหนดด้านการยืนยันตัวตน และการถอนยอดคงเหลือสกุลเงินต่างประเทศเข้าธนาคารไทยต้องแปลงเป็นเงินบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนของ PayPal
Stripe: ระบบรับชำระเงินสำหรับบัตร เว็บไซต์ และ Payment Link
Stripe เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรับชำระเงินออนไลน์ จุดเด่นคือสามารถรับบัตรเครดิตหรือเดบิตผ่านหน้า Checkout, ฝังแบบฟอร์มชำระเงินในเว็บไซต์ หรือสร้าง Payment Link ส่งให้ลูกค้าโดยไม่ต้องพัฒนาเว็บไซต์เองก็ได้
สำหรับธุรกิจที่มีเว็บไซต์ ร้านค้าออนไลน์ ระบบสมาชิก หรือบริการแบบเรียกเก็บเงินเป็นรอบ Stripe มีเครื่องมือที่ยืดหยุ่นกว่า PayPal แต่ผู้สมัครต้องให้ข้อมูลธุรกิจและผ่านกระบวนการตรวจสอบบัญชีตามข้อกำหนดของ Stripe
บัญชี Stripe ที่เปิดในประเทศไทยสามารถรับชำระได้หลายสกุลเงิน แต่ยอดเบิกจ่ายจะเข้าบัญชีธนาคารเป็นเงินบาท
เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม PayPal และ Stripe ในประเทศไทย
ตารางต่อไปนี้ใช้อัตรามาตรฐานที่ประกาศบนเว็บไซต์ของผู้ให้บริการ ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2569 อัตราจริงอาจต่างออกไปตามประเภทบัญชี ผลิตภัณฑ์ สกุลเงิน และข้อตกลงเฉพาะของแต่ละธุรกิจ
PayPal ระบุด้วยว่าค่าธรรมเนียมของบัญชี PayPal Thailand อยู่ภายใต้ VAT 7% ส่วน Stripe ระบุว่าภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการบางรายการขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งและสถานะทางธุรกิจหรือภาษีของผู้ใช้ ดังนั้น ควรดูยอดค่าธรรมเนียมจริงจากหน้ารายการก่อนนำไปตั้งราคางาน
รับเงิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ เจ้าไหนเหลือมากกว่า?
คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ยังฟันธงจากยอดเงินอย่างเดียวไม่ได้ เพราะต้องรู้ข้อมูลเพิ่มเติมอย่างน้อย 4 อย่าง ได้แก่
- ลูกค้าอยู่ประเทศใด
- ลูกค้าจ่ายผ่านบัญชี PayPal หรือบัตรเครดิต
- ระบบเรียกเก็บเงินเป็น USD หรือ THB
- อัตราแลกเปลี่ยนของแพลตฟอร์มในวันที่ทำรายการ
ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าต่างประเทศจ่าย 1,000 USD:
- PayPal คิดค่าธรรมเนียมรับชำระระหว่างประเทศ 4.40% บวกค่าธรรมเนียมคงที่ตามสกุลเงินที่รับ และยังมีต้นทุนเมื่อแปลงยอดเป็นเงินบาท
- Stripe คิดค่าธรรมเนียมบัตรต่างประเทศ 4.75% + 10 บาท และเพิ่ม 2% หากมีการแปลงสกุลเงิน
จะเห็นว่าค่าธรรมเนียมรับชำระของ Stripe สำหรับบัตรต่างประเทศไม่ได้ต่ำกว่า PayPal ตั้งแต่ต้น แต่ Stripe มีอัตราเพิ่มสำหรับการแปลงสกุลเงินที่ประกาศไว้ต่ำกว่าอัตราทั่วไปของ PayPal ดังนั้น ผลลัพธ์สุดท้ายอาจใกล้เคียงกัน และเปลี่ยนได้ตามเรตแลกเปลี่ยน ภาษี และวิธีชำระเงิน
การนำเรตสมมติ เช่น กำหนดว่า PayPal แลก 35 บาท แต่ Stripe แลก 35.64 บาท แล้วสรุปว่าแพลตฟอร์มหนึ่งประหยัดกว่าแน่นอน จึงไม่แม่นยำ วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือทดลองสร้างรายการหรือใบแจ้งหนี้ในทั้งสองระบบ แล้วตรวจสอบยอดสุทธิก่อนส่งให้ลูกค้าจริง

ความสะดวกสำหรับฟรีแลนซ์และลูกค้า
1 - การเริ่มรับเงิน
PayPal เหมาะกับสถานการณ์ที่ผู้ว่าจ้างมีบัญชี PayPal และต้องการจ่ายผ่านแพลตฟอร์มที่คุ้นเคย ฟรีแลนซ์สามารถออกใบแจ้งหนี้และติดตามสถานะการชำระเงินได้จากระบบ
Stripe มี Payment Links ซึ่งช่วยให้สร้างหน้าชำระเงินแล้วส่งลิงก์ให้ลูกค้าได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด ลูกค้าสามารถจ่ายด้วยบัตรผ่านหน้า Checkout ตามวิธีการชำระเงินที่เปิดใช้และรองรับในบัญชี
2 - ประสบการณ์ขณะชำระเงิน
PayPal ให้ประสบการณ์ที่เน้นบัญชีและแบรนด์ของ PayPal จึงสร้างความคุ้นเคยให้ลูกค้าที่ใช้งานอยู่แล้ว แต่ตัวเลือกชำระโดยไม่เข้าสู่ระบบอาจขึ้นอยู่กับประเทศ ลูกค้า และรายการนั้น ๆ
Stripe มีทั้งหน้า Checkout ที่ Stripe เป็นผู้โฮสต์และแบบฟอร์มที่ฝังในเว็บไซต์ จึงปรับประสบการณ์ให้ต่อเนื่องกับแบรนด์ได้มากกว่า แต่การเชื่อมต่อขั้นสูงอาจต้องอาศัยนักพัฒนา
3 - การออกใบแจ้งหนี้และรับเงินซ้ำ
ทั้งสองแพลตฟอร์มรองรับการออกใบแจ้งหนี้และการชำระเงินแบบสมัครสมาชิก แต่ Stripe มีผลิตภัณฑ์ Billing และเครื่องมือสำหรับจัดการรอบบิล แผนราคา และระบบสมาชิกที่ละเอียดกว่า จึงเหมาะกับธุรกิจที่ไม่ได้รับเงินเป็นครั้ง ๆ เท่านั้น
สำหรับฟรีแลนซ์ที่รับค่าจ้างเป็นรายโปรเจกต์ ฟีเจอร์เหล่านี้อาจเกินความจำเป็น Payment Link หรือใบแจ้งหนี้ที่ลูกค้าจ่ายได้สะดวกมักเพียงพอแล้ว
เงินเข้าบัญชีเร็วแค่ไหน?
PayPal
เมื่อลูกค้าชำระสำเร็จ ยอดเงินมักปรากฏในบัญชี PayPal ก่อน แต่รายการอาจถูกตรวจสอบหรือพักยอดได้ในบางกรณี หลังสั่งถอน PayPal ระบุว่าธนาคารอาจใช้เวลาอีกหลายวันในการนำเงินเข้าบัญชี และรายการถอนทุกประเภทอาจถูกตรวจสอบเพิ่มเติม
สำหรับบัญชีธุรกิจในไทย การถอนเป็นเงินบาทเข้าบัญชีธนาคารไทยตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไปไม่มีค่าธรรมเนียม หากไม่มีการแปลงสกุลเงิน ส่วนยอดต่ำกว่า 5,000 บาทคิด 50 บาท
Stripe
Stripe ประมวลผลเงินและเบิกจ่ายเข้าบัญชีธนาคารตามตาราง Payout ของบัญชี เงินก้อนแรกของบัญชีใหม่อาจมีระยะเวลารอประมาณ 7–14 วันเพื่อการตรวจสอบความเสี่ยง หลังจากนั้นระยะเวลาเบิกจ่ายขึ้นอยู่กับประเทศ ประเภทธุรกิจ ตารางที่ระบบกำหนด และสถานะของบัญชี
ดังนั้น หากกระแสเงินสดสำคัญ ควรเปิดและยืนยันบัญชีให้เรียบร้อยก่อนเริ่มงาน ไม่ควรรอให้ส่งงานเสร็จแล้วจึงสมัคร เพราะคำว่า “รับเงินทันที” กับ “ถอนเข้าธนาคารได้ทันที” เป็นคนละเรื่องกัน
ความเสี่ยงที่ฟรีแลนซ์ไม่ควรมองข้าม
ไม่ว่าจะใช้ PayPal หรือ Stripe ผู้ให้บริการสามารถตรวจสอบรายการ พักยอดเงิน ขอเอกสารเพิ่มเติม หรือจัดการข้อพิพาทตามเงื่อนไขของระบบได้ ฟรีแลนซ์จึงควรเก็บหลักฐานทุกครั้ง เช่น
- ใบเสนอราคาและขอบเขตงานที่ลูกค้ายอมรับ
- สัญญาหรือข้อความยืนยันการว่าจ้าง
- หลักฐานการส่งงานและวันที่ลูกค้ารับมอบ
- รายการแก้ไขงานและข้อความอนุมัติ
- ใบแจ้งหนี้ที่ระบุชื่อบริการและเงื่อนไขชัดเจน
สำหรับงานดิจิทัล อย่าใช้คำอธิบายรายการกว้าง ๆ เช่น “service” หรือ “design” เพียงอย่างเดียว ควรระบุประเภทงาน รอบส่งมอบ และเลขที่ใบเสนอราคาให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ หากเกิดข้อพิพาท หลักฐานชัดกว่าคารมเสมอ—ระบบไม่ได้รู้ว่าเราคุยกับลูกค้ามาดีแค่ไหน
เลือก PayPal ถ้า...
- ลูกค้าขอจ่ายผ่าน PayPal โดยตรง
- ลูกค้ามีบัญชี PayPal และคุ้นเคยกับขั้นตอนอยู่แล้ว
- ต้องการออกใบแจ้งหนี้และรับเงินเป็นครั้ง ๆ
- ไม่ต้องการเชื่อมระบบชำระเงินเข้ากับเว็บไซต์แบบซับซ้อน
- ยอมรับต้นทุนจากการแปลงสกุลเงินและเงื่อนไขการถอนเงินได้
เลือก Stripe ถ้า...
- ต้องการให้ลูกค้าจ่ายด้วยบัตรผ่าน Payment Link
- มีเว็บไซต์หรือระบบจองที่ต้องเชื่อมหน้าชำระเงิน
- ต้องการควบคุมประสบการณ์ Checkout ให้สัมพันธ์กับแบรนด์
- มีบริการรายเดือน ระบบสมาชิก หรือแผนราคาหลายรูปแบบ
- พร้อมจัดเตรียมข้อมูลธุรกิจและผ่านกระบวนการตรวจสอบบัญชี
PayPal หรือ Stripe แบบไหนเหมาะกับฟรีแลนซ์ไทยมากกว่า?
หากลูกค้าต่างชาติคุ้นเคยกับ PayPal และต้องการจ่ายผ่านยอดคงเหลือในบัญชี PayPal การใช้ PayPal ช่วยลดแรงต้านในขั้นตอนชำระเงินได้ แต่ต้องเผื่อต้นทุนจากค่าธรรมเนียมระหว่างประเทศ ค่าแปลงสกุลเงิน VAT บนค่าธรรมเนียม และค่าถอนเมื่อยอดไม่ถึงเกณฑ์
หากต้องการรับบัตรผ่านลิงก์ชำระเงิน เชื่อม Checkout เข้ากับเว็บไซต์ หรือวางระบบรับเงินที่ต่อยอดได้ Stripe มีความยืดหยุ่นมากกว่า อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมบัตรต่างประเทศของ Stripe ไม่ได้ต่ำกว่า PayPal ทุกกรณี และอาจมีค่าแปลงสกุลเงินเพิ่ม
ทางเลือกที่เหมาะที่สุดจึงอาจไม่ใช่การเลือกเพียงระบบเดียว ฟรีแลนซ์สามารถกำหนดช่องทางหลักหนึ่งระบบ แล้วเปิดอีกระบบเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าที่มีวิธีจ่ายต่างกัน สิ่งสำคัญคือคำนวณค่าธรรมเนียมเข้าไปในราคางาน ระบุว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมไว้ในใบเสนอราคา และตรวจสอบอัตราล่าสุดก่อนออกใบแจ้งหนี้ทุกครั้ง
ข้อควรรู้: อัตรา ค่าธรรมเนียม วิธีชำระเงิน และคุณสมบัติของบัญชีสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากผู้ให้บริการก่อนใช้งานจริง