สร้างโรงงานผลิตเครื่องสำอางเสร็จแล้ว เครื่องจักรพร้อม! สเต็ปต่อไปคือการบริหารจัดการภายใน (Operations) และการสเกลธุรกิจ (Scaling) ให้เติบโตค่ะ มาดูระบบหลังบ้านที่คอยชี้เป็นชี้ตายกำไรของเรากันค่ะ
บอกลาปัญหา "สต๊อกบวม" ด้วยระบบ ERP
สารสกัดเคาน์เตอร์แบรนด์บางตัว กิโลกรัมละหลักหมื่นถึงหลักแสนนะคะ! ถ้าเราจัดการสต๊อกไม่ดี ปล่อยให้หมดอายุคาโกดัง คือหายนะของกำไรค่ะ
การนำซอฟต์แวร์ ERP (Enterprise Resource Planning) มาใช้ในโรงงานผลิตเครื่องสำอาง จะช่วยเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ ฝ่ายจัดซื้อ คลังวัตถุดิบ คลังบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงฝ่ายผลิต ระบบจะแจ้งเตือนทันทีเมื่อสารสกัดใกล้หมดอายุ หรือคำนวณให้เป๊ะๆ ว่าต้องสั่งซื้อแพคเกจจิ้งเพิ่มเท่าไหร่ ทำให้เราไม่จมทุนไปกับสต๊อกที่บวมเกินความจำเป็นค่ะ
กลยุทธ์ "R&D as a Service": แผนกวิจัยคือเครื่องจักรทำเงิน
นี่คือกลยุทธ์เชิงรุก (Proactive) ที่จะเปลี่ยนเกมธุรกิจของคุณค่ะ! แทนที่จะเปิดโรงงานผลิตเครื่องสำอาง แล้วนั่งรอให้เจ้าของแบรนด์เดินเข้ามาสั่งผลิตตามสูตรเดิมๆ เราต้องเปลี่ยนให้ทีมนักวิจัย (R&D) เป็นทัพหน้าค่ะ
ให้ทีม R&D คิดค้นสูตรนวัตกรรมใหม่ๆ เทกเจอร์แปลกๆ หรือนำเทรนด์สารสกัดใหม่ระดับโลกมาทำเป็นสินค้าต้นแบบ (Prototype) แล้วออกไป Pitching เสนอขายเจ้าของแบรนด์เลยค่ะ วิธีนี้จะทำให้ลูกค้าว้าว รู้สึกว่าเราเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยนำทางธุรกิจให้เขา และปิดการขายได้ง่ายกว่าการนั่งรอรับออเดอร์เฉยๆ แน่นอนค่ะ
เตรียมตัวโกอินเตอร์ สู่ตลาดส่งออก
ถ้าวิสัยทัศน์ของคุณคือการรับผลิตให้แบรนด์ต่างชาติ หรือช่วยแบรนด์ไทยส่งออก ลำพังแค่ อย. ไทยอาจจะไม่พอค่ะ คุณต้องวางแผนอัปเกรดมาตรฐานโรงงานให้เป็นที่ยอมรับระดับสากลด้วย เช่น
- ISO 22716 : มาตรฐาน GMP สำหรับเครื่องสำอางระดับสากล (สำคัญมากสำหรับการส่งออก)
- มาตรฐาน EU Regulation : หากลูกค้าต้องการส่งออกไปยุโรป สารสกัดบางตัวที่ไทยให้ใช้ ยุโรปอาจจะแบน เราต้องมีทีม Regulatory Affairs (RA) ที่คอยอัปเดตกฎหมายพวกนี้ค่ะ
- มาตรฐานตะวันออกกลาง : ตลาดอาหรับกำลังซื้อสูงมาก การมีเอกสารรับรองฮาลาล (Halal) ที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์สากลจะช่วยเปิดตลาดคอสเมติกนี้ได้ฉลุยเลยค่ะ
เห็นภาพรวมตั้งแต่การเทปูนไปจนถึงการหาสูตรไปขายลูกค้ากันแล้วใช่ไหมคะ การทำโรงงานมีรายละเอียดจุกจิก แต่ถ้าเราวางระบบรากฐานไว้แน่นตั้งแต่แรก การบริหารจัดการจะง่ายและสนุกขึ้นเยอะเลยค่ะ