ทำไม "ราคาต่อหน่วย" ถึงไม่ใช่ต้นทุนทั้งหมดที่คุณต้องจ่าย?

เวลาสาวๆ เริ่มอยากมีแบรนด์สกินแคร์เป็นของตัวเอง สิ่งแรกที่มักจะถามหาคือใบเสนอราคา และโฟกัสไปที่ "ราคาต่อหน่วย" ใช่ไหมคะ?

แต่ในฐานะคนที่มีประสบการณ์ดิวกับโรงงานมาเยอะ บอกเลยว่าตัวเลขนั้นเป็นแค่ "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" ค่ะ เพราะธุรกิจ OEM คือบริการแบบ End-to-End ที่มีรายละเอียดมากกว่าแค่ค่าเนื้อครีม

 

5 องค์ประกอบต้นทุนที่ซ่อนอยู่ (และต้องรู้!)

เพื่อให้วางแผนงบประมาณได้แม่นยำ ไม่เจ็บตัวภายหลัง นี่คือปัจจัยหลักที่ต้องพิจารณาค่ะ

 

  • ค่า R&D (วิจัยและพัฒนา)

จะใช้สูตรมาตรฐาน (ถูกและเร็ว) หรือจะยอมจ่ายเพื่อ "สูตรเฉพาะ" (Custom Formula) เพื่อสร้างจุดเด่นให้แบรนด์? บางที่อาจคิดเป็นค่าธรรมเนียมก้อนเดียว หรือรวมไปในราคาต่อหน่วยหากสั่งผลิตถึงจำนวนที่กำหนด

 

  • ค่าขึ้นทะเบียนและเอกสาร 

การทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย อย. และมาตรฐานต่างๆ (GMP, ISO, Halal) มีค่าดำเนินการค่ะ บางแห่งอาจเป็นแพ็กเกจรวม แต่บางแห่งอาจแยกคิดตามจำนวน SKU

 

  • ค่าบรรจุภัณฑ์ (Packaging)

นี่คือหน้าตาของแบรนด์! นอกจากตัวขวดหรือกระปุกแล้ว อย่าลืมบวกค่ากล่อง ฉลาก ฟิล์มหด รวมถึง "ค่าบล็อกพิมพ์" ที่เป็นค่าใช้จ่ายจ่ายครั้งแรกด้วยนะคะ

 

  • ต้นทุนการผลิตจริง

ราคาต่อชิ้นที่เห็นในใบเสนอราคาจะผันแปรตาม MOQ (ยอดสั่งผลิตขั้นต่ำ) ยิ่งสั่งเยอะ ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งลดลงตามหลัก Economy of Scale ค่ะ

 

  • ค่าขนส่งและบริการเสริม

ตั้งแต่ค่าขนส่งจากโรงงานไปคลังสินค้า ไปจนถึงค่าจัดเก็บ หรือค่าถ่ายภาพสินค้าเพื่อทำ Marketing ทั้งหมดนี้คือเงินลงทุนที่ต้องเตรียมไว้ค่ะ

 

 

เปรียบเทียบด้วยเฟรมเวิร์ก TCO (Total Cost of Ownership)

 

แทนที่จะมองหาที่ที่ถูกที่สุด ให้มองหาที่ที่ "คุ้มค่าที่สุด" โดยใช้ตารางเปรียบเทียบต้นทุนรวม (Cost Comparison Matrix) ระหว่างโรงงานรับผลิตครีม แต่ละแห่งที่คุณสนใจ โดยรวมค่าใช้จ่ายตั้งแต่ข้อ 1-5 เข้าด้วยกัน เพื่อดูว่า "เงินก้อนแรก" ที่ต้องควักจ่ายจริงๆ คือเท่าไหร่

 

Tips จากประสบการณ์

อย่าเลือกแค่เพราะราคาถูกที่สุดเสมอไปนะคะ เพราะบางครั้งการยอมจ่ายค่า R&D สูงกว่าที่โรงงานรับผลิตครีม ที่มีมาตรฐานสากล อาจหมายถึงสินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าจนลูกค้าต้องซื้อซ้ำ ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาวค่ะ

 

เลือก "คู่ค้า" ไม่ใช่แค่ "ผู้ผลิต"

  • เน้นทดลองตลาด : เลือกโรงงานที่มีสูตรมาตรฐานและ MOQ ต่ำ เพื่อคุมความเสี่ยง
  • เน้นสร้างแบรนด์พรีเมียม : ลงทุนกับโรงงานรับผลิตครีม ที่เก่งเรื่องนวัตกรรมและมีบริการครบวงจร เพื่อความยั่งยืนของแบรนด์

การเข้าใจโครงสร้างราคาที่แท้จริง จะช่วยให้คุณฟิล์มบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้น และก้าวเข้าสู่ตลาดความงามได้อย่างมั่นใจค่ะ!

 

กรณีศึกษา (Case Study) : การประยุกต์ใช้เฟรมเวิร์ก TCO

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูตัวอย่างสถานการณ์จริงของการเลือกโรงงานผลิตครีม OEM โดยใช้หลักการ TCO

กรณีศึกษาที่ 1: 'แบรนด์ A' – เน้นประหยัดต้นทุนเริ่มต้นเพื่อทดลองตลาด

คุณอร เจ้าของ 'แบรนด์ A' เป็นผู้ประกอบการมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจสกินแคร์ มีงบประมาณจำกัดและต้องการทดลองตลาดด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพื้นฐาน 2 SKU คือ ครีมบำรุงผิวหน้าและเซรั่มบำรุงผิว

 

  • ความต้องการของแบรนด์ A : ต้องการเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ เน้นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงได้ ไม่จำเป็นต้องมีสูตรที่ซับซ้อนมากนัก

 

  • ตัวเลือกโรงงาน OEM :
    • โรงงาน X : เสนอราคาต่อหน่วยของครีมและเซรั่มที่ถูกมาก ใช้สูตรมาตรฐานที่มีอยู่แล้วพร้อมปรับกลิ่นได้เล็กน้อย บรรจุภัณฑ์เป็นแบบสต็อกของโรงงาน มี MOQ ต่ำที่ 500 ชิ้นต่อ SKU ไม่มีค่าพัฒนาสูตรแยกต่างหาก
    • โรงงาน Y : เสนอราคาต่อหน่วยสูงกว่าโรงงาน X ประมาณ 15% มีค่าพัฒนาสูตรแยกต่างหากหากต้องการปรับแต่งสูตรให้มากขึ้น บรรจุภัณฑ์มีตัวเลือกที่หลากหลายและดูดีกว่าเล็กน้อย แต่มี MOQ ที่ 1,000 ชิ้นต่อ SKU

 

  • การตัดสินใจของแบรนด์ A : หลังจากการประเมิน TCO คุณอรเลือกโรงงาน X แม้ว่าตัวเลือกบรรจุภัณฑ์จะจำกัดและสูตรไม่โดดเด่นมากนัก แต่โรงงาน X สามารถตอบโจทย์การประหยัดค่าใช้จ่าย R&D และบรรจุภัณฑ์ในล็อตแรกได้ดีที่สุด ทำให้ต้นทุนรวมเริ่มต้นต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเหมาะกับวัตถุประสงค์ในการ 'ทดลองตลาด' และ 'ลดความเสี่ยง' ของแบรนด์ A

 

  • บทเรียน : การเลือกโรงงานผลิตครีม OEM ที่มีต้นทุนเริ่มต้นต่ำ เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าตลาดอย่างรวดเร็วและใช้เป็นบทเรียนแรกในการทำความเข้าใจตลาด โดยยอมแลกกับการที่ผลิตภัณฑ์อาจยังไม่มีความแตกต่างโดดเด่นมากนัก

กรณีศึกษาที่ 2: 'แบรนด์ B' – เน้นสร้างความแตกต่างและคุณภาพพรีเมียม

คุณบี มีประสบการณ์ด้านการตลาดและเคยเป็นเจ้าของธุรกิจมาก่อน ต้องการสร้าง 'แบรนด์ B' ซึ่งเป็นสกินแคร์ระดับพรีเมียมที่เน้นส่วนผสมเฉพาะและนวัตกรรม มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดพรีเมียมและต้องการสร้างจุดแข็งที่ชัดเจน

  • ความต้องการของแบรนด์ B : ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร เน้นส่วนผสมคุณภาพสูงและนวัตกรรม มีงานวิจัยรองรับ บรรจุภัณฑ์หรูหรา สื่อถึงความเป็นพรีเมียม ต้องการการรับรองมาตรฐานสากล

 

  • ตัวเลือกโรงงาน OEM
    • โรงงาน P: มีชื่อเสียงด้าน R&D และทีมผู้เชี่ยวชาญเคมี เสนอการพัฒนาสูตรใหม่ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น พร้อมการทดสอบประสิทธิภาพที่ครอบคลุม มีค่าใช้จ่าย R&D สูง (50,000 บาท) และ MOQ ของสูตรใหม่ที่ 2,000 ชิ้นต่อ SKU เสนอตัวเลือกบรรจุภัณฑ์นำเข้าที่มีดีไซน์หรูหรา ซึ่งต้องสั่งผลิตเฉพาะ ทำให้มีค่าใช้จ่ายบรรจุภัณฑ์สูงขึ้น แต่มีบริการครบวงจรตั้งแต่การขึ้นทะเบียนไปจนถึงการให้คำปรึกษาการตลาดเบื้องต้น
    • โรงงาน Q: มีสูตรกึ่งมาตรฐานให้เลือกหลากหลาย สามารถปรับแต่งได้บ้างโดยไม่มีค่า R&D แยกต่างหาก มี MOQ ต่ำกว่า (1,000 ชิ้นต่อ SKU) ราคาต่อหน่วยและบรรจุภัณฑ์โดยรวมถูกกว่าโรงงาน P มาก แต่ไม่มีบริการพัฒนาสูตรใหม่จากศูนย์ และตัวเลือกบรรจุภัณฑ์ไม่หรูหราเท่า

 

  • การตัดสินใจของแบรนด์ B : คุณบีใช้เฟรมเวิร์ก TCO และตระหนักว่า แม้โรงงาน P จะมีต้นทุนรวมเริ่มต้นสูงกว่าโรงงาน Q ถึงสองเท่า แต่โรงงาน P สามารถตอบโจทย์การสร้างความแตกต่าง, คุณภาพระดับพรีเมียม, การรับรองมาตรฐานสากล และการสนับสนุนด้าน R&D ที่แข็งแกร่งได้ การลงทุนใน R&D และบรรจุภัณฑ์เฉพาะ ช่วยให้แบรนด์ B สร้างจุดแข็งที่ชัดเจนในตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มที่สามารถตั้งราคาสูงขึ้นได้ในอนาคต จึงตัดสินใจเลือกโรงงาน P

 

  • บทเรียน : การลงทุนในระยะแรกเพื่อสร้างความแตกต่างและคุณภาพระดับพรีเมียมผ่านโรงงานผลิตครีม OEM ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จะสร้างมูลค่าเพิ่มและตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งในระยะยาว แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้นสูงกว่าก็ตาม

 

การทำความเข้าใจ 'โครงสร้างราคา OEM' อย่างถ่องแท้ ไม่ใช่เพียงแค่การประหยัดเงินในระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อความสำเร็จและยั่งยืนของธุรกิจสกินแคร์ของคุณในระยะยาว การมองข้ามต้นทุนแฝงต่างๆ อาจนำไปสู่ความผิดพลาดที่ยากจะแก้ไขได้ในภายหลัง

ในฐานะที่ปรึกษาด้านโรงงานผลิตครีม เราหวังว่าเฟรมเวิร์กการเปรียบเทียบต้นทุนรวม (TCO) และกรณีศึกษาที่นำเสนอไป จะช่วยเปิดมุมมองใหม่และเป็นแนวทางให้คุณสามารถประเมินและตัดสินใจเลือกคู่ค้า OEM ที่เหมาะสมกับวิสัยทัศน์ งบประมาณ และเป้าหมายของแบรนด์คุณได้อย่างชาญฉลาด จงจำไว้ว่า การเลือกโรงงานผลิตครีม OEM ไม่ใช่แค่เรื่องของการหาผู้ผลิตที่ราคาถูกที่สุด แต่คือการหา 'คู่ค้า' ที่เข้าใจวิสัยทัศน์ของคุณ มีความเชี่ยวชาญ และสามารถช่วยผลักดันให้แบรนด์สกินแคร์ของคุณเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและประสบความสำเร็จในตลาดที่เต็มไปด้วยการแข่งขันนี้