เคยไหมครับ? อยากทำแบรนด์ครีมของตัวเองใจจะขาด แต่พอคุยกับโรงงาน OEM เจอคำถามว่า "ลูกค้าสนใจเป็นสูตรสำเร็จ หรือจะพัฒนาสูตรใหม่ดีครับ?" ถึงกับไปต่อไม่ถูก... เอ๊ะ มันต่างกันยังไง? แล้วแบบไหนจะเหมาะกับเราที่สุด?
วันนี้ผมจะพามาเจาะลึกแบบภาษาคนกันเอง ให้คุณตัดสินใจได้เฉียบขาด ไม่เสียเงินฟรีแน่นอน!
รู้จัก "OEM" ผู้ช่วยเบอร์หนึ่งของคนทำแบรนด์
ก่อนจะไปเรื่องสูตร ขอปูพื้นฐานนิดนึงครับ การผลิตแบบ OEM ก็เหมือนเราจ้างเชฟมือโปรมาทำอาหารในร้านเราครับ เขาดูแลให้หมดตั้งแต่วัตถุดิบ ปรุงรส ใส่จาน (บรรจุ) ไปจนถึงขอใบอนุญาต (อย.) หน้าที่ของเราคือทำการตลาด ขายของ และดูแลลูกค้า
แต่กุญแจสำคัญที่จะทำให้ร้านเราขายดี หรือเจ๊ง ก็อยู่ที่ "สูตรครีม" นี่แหละครับ ซึ่งมีทางเลือกหลักๆ อยู่ 2 ทาง มาดูกันเลย
1. สูตรสำเร็จ (Ready-to-Use): ทางลัดของคนอยากขายไว
นึกภาพบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสเด็ดที่ปรุงมาอร่อยอยู่แล้ว แค่เติมท็อปปิ้งนิดหน่อยก็เสิร์ฟได้เลย นี่คือคอนเซปต์ของ "สูตรสำเร็จ" หรือ Private Label ครับ เป็นสูตรที่โรงงานเขาคิดค้น ทดสอบ และการันตีมาแล้วว่าใช้ดี ขายได้จริง
สูตรนี้เหมาะกับใคร?
เหมาะมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น สร้างแบรนด์เครื่องสำอาง ที่อาจจะมีงบจำกัด หรืออยากรีบเอาของออกมาขายให้ทันกระแส
- ข้อดีที่ต้องเลิฟ
- ประหยัดงบสุดๆ : ไม่ต้องจ่ายค่าวิจัย (R&D) เป็นแสนๆ เก็บเงินไว้ทำการตลาดได้เพียบ
- เริ่มขายได้เร็วติดจรวด : สูตรพร้อม ผลิตไว ขอ อย. ง่าย เพราะโรงงานมีข้อมูลอยู่แล้ว
- ความเสี่ยงต่ำ : สูตรนี้มีคนใช้แล้วเวิร์ค มั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าไม่พัง
- ข้อเสียที่ต้องรู้
- ซ้ำกับคนอื่นง่าย: อาจมีแบรนด์อื่นใช้สูตรคล้ายๆ เรา ต้องไปวัดกันที่การตลาดและแพ็กเกจจิ้ง
- ปรับอะไรไม่ได้มาก: เปลี่ยนได้แค่ สี กลิ่น หรือสารสกัดนิดหน่อย จะไปรื้อโครงสร้างสูตรไม่ได้ครับ
2. สูตรสั่งทำ (Customized): งานคราฟต์เพื่อแบรนด์ในฝัน
อันนี้เหมือนเราเดินเข้าไปในครัวแล้วบอกเชฟว่า "ขอรสชาตินี้ วัตถุดิบต้องอันนี้จากเทือกเขา... เท่านั้น" คือการปั้นสูตรขึ้นมาใหม่ 100% (Exclusive Formula) เพื่อแบรนด์เราโดยเฉพาะ
สูตรนี้เหมาะกับใคร?
เหมาะกับคนที่อยากมีจุดยืนชัดเจน ไม่ซ้ำใคร หรือวางแผนสร้างแบรนด์เครื่องสำอาง เพื่อแก้ปัญหาผิวแบบเฉพาะเจาะจงที่ตลาดทั่วไปยังทำไม่ได้
- ข้อดีที่ทำให้ดูแพง
- หนึ่งเดียวในโลก : สูตรนี้เป็นของคุณคนเดียว คู่แข่งจะมา Copy แป๊ะๆ ทำไม่ได้แน่นอน
- คุมได้ดั่งใจ : อยากใส่อะไร จัดเต็มได้หมด (ตราบเท่าที่ปลอดภัยและ อย. ผ่าน)
- Story แน่น : คุณสามารถเล่าที่มาของสารสกัด หรือนวัตกรรมที่ใส่ลงไปได้เป็นฉากๆ ช่วยให้การสร้างแบรนด์เครื่องสำอางของคุณดูพรีเมียมและน่าเชื่อถือขึ้นทันตา
- ข้อเสียที่ต้องแลก
- ใช้งบเยอะ : ค่าวิจัย ค่าพัฒนา ค่าทดสอบ จ่ายจริงเจ็บจริงครับ
- รอนานหน่อย : กว่าจะวิจัยเสร็จ กว่าจะเทสต์ผ่าน อาจใช้เวลาหลายเดือน
- ต้องผลิตเยอะ : โรงงานมักจะกำหนดขั้นต่ำ (MOQ) สูงกว่าสูตรสำเร็จครับ
เลือกแบบไหนดี?
ไม่ต้องเครียดครับ ไม่มีคำว่าผิดหรือถูก มีแต่คำว่า "เหมาะกับเราไหม" ลองเช็คลิสต์ตามนี้ครับ
- ดูเงินในกระเป๋า : ถ้างบน้อย แนะนำ สูตรสำเร็จ ไปก่อนครับ รวยแล้วค่อยมาพัฒนาสูตรใหม่ทีหลังก็ไม่สาย
- ดูเวลา : ถ้ารีบต้องขายเดือนหน้า สูตรสำเร็จ คือคำตอบ แต่ถ้ารอได้อีก 3-6 เดือนเพื่อของที่ดีที่สุด สูตรสั่งทำ โลดครับ
- ดูจุดยืนแบรนด์ : ถ้าอยากสร้างแบรนด์เครื่องสำอางที่เน้นนวัตกรรมจ๋าๆ หรือขาย Story ความแปลกใหม่ สูตรสั่งทำ จะตอบโจทย์กว่ามาก
การทำแบรนด์สกินแคร์ ไม่ว่าจะเริ่มด้วยสูตรไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ความจริงใจ" และ "การตลาด" ครับ สินค้าดีแต่ไม่มีคนรู้จักก็ขายไม่ได้ หรือการตลาดเก่งแต่สินค้าไม่ดี ลูกค้าก็ซื้อครั้งเดียวจบ
ดังนั้น เลือกสูตรที่ "ใช่" สำหรับสถานการณ์ของคุณตอนนี้ แล้วลุยให้เต็มที่ครับ! ขอแค่มีพาร์ทเนอร์โรงงานที่ดี เส้นทางการ สร้างแบรนด์เครื่องสำอางของคุณให้ปัง ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินฝันแน่นอนครับ สู้ๆ!