สตาร์ทอัพต้องอ่าน! เคล็ดลับ 3 สเต็ปง่ายๆ สร้าง Customer Journey อัตโนมัติ ตั้งแต่ต้อนรับ ยันปิดดีล ให้ทีมคุณทำงานไวขึ้น 2 เท่า!
ในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ สิ่งที่หลายสตาร์ทอัพต้องเจอเหมือนกันคือ "มีลูกค้าเข้ามาสนใจ แต่ไม่มีเวลาติดตามทุกคน"
บางคนทักแชทเข้ามาตอนกลางคืน บางคนกรอกแบบฟอร์มขอข้อมูลแล้วไม่มีใครติดต่อกลับทันที หรือบางคนสนใจสินค้า แต่สุดท้ายก็หายไปโดยไม่ได้ซื้อ
ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากสินค้าหรือบริการไม่ดีเสมอไป แต่เกิดจาก กระบวนการดูแลลูกค้า (Customer Journey) ที่ยังต้องอาศัยคนทำในทุกขั้นตอน เมื่อธุรกิจเติบโต จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น การตอบแชททีละคน การส่งอีเมลเอง หรือการคัดกรองลูกค้าด้วยมือ จะใช้เวลามากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการขยายธุรกิจ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายองค์กรเริ่มนำ Customer Journey Automation เข้ามาช่วยจัดการงานเหล่านี้
แทนที่จะให้พนักงานทำทุกอย่าง ระบบจะเข้ามาช่วยตอบคำถาม เก็บข้อมูล แบ่งกลุ่มลูกค้า ส่งข้อมูลที่เหมาะสม และแจ้งเตือนทีมขายโดยอัตโนมัติ ทำให้ธุรกิจสามารถดูแลลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีทีมงานขนาดเล็กก็ตาม
แล้ว Customer Journey Automation คืออะไร และสตาร์ทอัพควรเริ่มจากตรงไหน?
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจ พร้อมแนะนำ 3 ขั้นตอนที่สามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้จริง
Customer Journey คืออะไร?
ก่อนจะเริ่มทำ Customer Journey Automation เราควรเข้าใจคำว่า Customer Journey ก่อน
Customer Journey หรือ เส้นทางของลูกค้า คือกระบวนการที่ลูกค้าเดินผ่านตั้งแต่เริ่มรู้จักแบรนด์ ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ และกลับมาใช้บริการอีกครั้ง
ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าอาจเห็นโฆษณาบน Google จากนั้นคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ อ่านรายละเอียดสินค้า ทักแชทสอบถามข้อมูล ก่อนตัดสินใจสั่งซื้อ หากได้รับประสบการณ์ที่ดี ก็มีโอกาสกลับมาซื้อซ้ำหรือแนะนำแบรนด์ให้ผู้อื่น
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ คือ Customer Journey ซึ่งเป็นเส้นทางที่ธุรกิจควรออกแบบให้ราบรื่นในทุกจุดสัมผัสกับลูกค้า (Touchpoint) เพราะหากลูกค้าเกิดความไม่สะดวกในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง ก็อาจทำให้ตัดสินใจออกจากกระบวนการซื้อได้
แล้ว Automation คืออะไร?
Automation คือ การให้ระบบเข้ามาทำงานแทนคนในขั้นตอนที่ต้องทำซ้ำอยู่เป็นประจำ
ตัวอย่างเช่น
- ตอบคำถามที่พบบ่อยอัตโนมัติ
- ส่งอีเมลต้อนรับลูกค้าใหม่
- แจ้งเตือนทีมขายเมื่อมีลูกค้าสนใจสินค้า
- ส่งโปรโมชั่นตามพฤติกรรมของลูกค้า
เมื่อรวมกับ Customer Journey จึงกลายเป็น
Customer Journey Automation
การใช้ระบบช่วยดูแลลูกค้าตลอดเส้นทาง ตั้งแต่เริ่มรู้จักแบรนด์ จนกลายเป็นลูกค้าประจำ
ข้อดีของแนวทางนี้ ไม่ได้มีเพียงการลดภาระงานของทีม แต่ยังช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่รวดเร็วและสม่ำเสมอมากขึ้นอีกด้วย
ทำไมสตาร์ทอัพควรเริ่มทำ Customer Journey Automation?
ธุรกิจขนาดเล็กมักมีทรัพยากรจำกัด ทั้งจำนวนพนักงาน งบประมาณ และเวลา
หากทุกขั้นตอนต้องทำด้วยคน เช่น ตอบแชท ส่งอีเมล หรือคัดกรองลูกค้า ทีมงานจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงานซ้ำ ๆ แทนที่จะนำเวลาไปพัฒนาสินค้า วางกลยุทธ์ หรือสร้างยอดขาย
การใช้ระบบอัตโนมัติจึงช่วยให้ธุรกิจ
- ตอบลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- ลดงานที่ต้องทำซ้ำ
- เก็บข้อมูลลูกค้าเป็นระบบ
- ส่งข้อมูลหรือโปรโมชั่นได้ตรงกับความสนใจ
- รองรับลูกค้าได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงาน
พูดง่าย ๆ คือ ให้ระบบทำงานที่เป็น Routine ส่วนทีมงานโฟกัสกับงานที่สร้างมูลค่าให้ธุรกิจ
Step 1 : First Touchpoint Automation
สร้างความประทับใจตั้งแต่ลูกค้าทักเข้ามาครั้งแรก
หลายครั้ง การตัดสินใจของลูกค้าเกิดขึ้นตั้งแต่การพูดคุยครั้งแรก
หากลูกค้าทักเข้ามาแล้วต้องรอคำตอบหลายชั่วโมง หรือได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน โอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนไปหาคู่แข่งก็มีสูง
ดังนั้น ขั้นตอนแรกของ Customer Journey คือการทำให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่ต้องการอย่างรวดเร็ว
วิธีที่ได้รับความนิยมคือการใช้ Chatbot หรือระบบตอบกลับอัตโนมัติ บนช่องทางที่ลูกค้าใช้งานอยู่ เช่น LINE Official Account, Facebook Messenger, Instagram หรือเว็บไซต์
อย่างไรก็ตาม หลายคนมักเข้าใจผิดว่า Chatbot มีหน้าที่เพียงตอบคำถาม
ในความเป็นจริง Chatbot สามารถทำได้มากกว่านั้น เช่น
- ตอบคำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- แนะนำสินค้า
- เก็บชื่อ เบอร์โทร และอีเมล
- ส่งคูปองส่วนลด
- นัดหมายกับฝ่ายขาย
- เชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบ CRM
ยกตัวอย่าง
ลูกค้าทักมาว่า
เซรั่มตัวนี้เหมาะกับผิวแพ้ง่ายไหม?
ระบบสามารถตอบข้อมูลที่เตรียมไว้ พร้อมเสนอให้ลูกค้าลงทะเบียนรับสิทธิ์ทดลองสินค้า หรือรับคูปองส่วนลดทันที โดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ตอบ
ลูกค้าจึงได้รับประสบการณ์ที่รวดเร็ว ขณะที่ธุรกิจก็สามารถเก็บข้อมูลผู้สนใจได้ทันทีเช่นกัน
Step 2 : Data & Qualification
รู้จักลูกค้าให้มากขึ้น ก่อนนำเสนอให้ตรงใจ
หลังจากลูกค้าทักเข้ามาแล้ว หลายธุรกิจมักรีบส่งโปรโมชั่นหรือให้ฝ่ายขายโทรหาทันที
แต่ในความเป็นจริง ลูกค้าแต่ละคนอยู่ในช่วงการตัดสินใจไม่เหมือนกัน
บางคนเพิ่งเริ่มหาข้อมูล บางคนกำลังเปรียบเทียบหลายแบรนด์ ขณะที่บางคนพร้อมซื้อทันที
หากธุรกิจปฏิบัติกับลูกค้าทุกคนเหมือนกันทั้งหมด นอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังมีโอกาสพลาดลูกค้าที่มีศักยภาพสูงอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ ขั้นตอนที่สองของ Customer Journey จึงมีเป้าหมายสำคัญ คือ การเก็บข้อมูลและคัดกรองลูกค้าอย่างเป็นระบบ เพื่อให้รู้ว่าควรสื่อสารกับใคร อย่างไร และเมื่อไร
CRM คืออะไร?
เครื่องมือที่เข้ามามีบทบาทในขั้นตอนนี้คือ CRM (Customer Relationship Management)
CRM คือระบบจัดเก็บและบริหารข้อมูลลูกค้า เปรียบเสมือนฐานข้อมูลกลางของธุรกิจ ที่รวบรวมข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับลูกค้าไว้ในที่เดียว
ตัวอย่างข้อมูลที่ CRM สามารถจัดเก็บได้ เช่น
- ชื่อและข้อมูลติดต่อ
- ช่องทางที่ลูกค้าเข้ามา เช่น Google Ads, Facebook หรือเว็บไซต์
- สินค้าหรือบริการที่ลูกค้าสนใจ
- ประวัติการพูดคุยกับทีมขาย
- ประวัติการสั่งซื้อ
- พฤติกรรมการเปิดอีเมลหรือคลิกลิงก์
ข้อดีคือ ไม่ว่าลูกค้าจะติดต่อผ่านช่องทางไหน ข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมไว้ในโปรไฟล์เดียว ทำให้ทีมขายและทีมการตลาดเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และช่วยให้สามารถให้บริการได้ต่อเนื่อง
เก็บข้อมูลอย่างไรให้เกิดประโยชน์
การเก็บข้อมูลลูกค้าไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อ "เก็บให้เยอะที่สุด"
แต่ควรเก็บเฉพาะข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้ามากขึ้น เช่น
- ลูกค้าสนใจสินค้าประเภทใด
- ลูกค้ารู้จักแบรนด์จากช่องทางไหน
- กำลังมองหาสินค้าเพื่อใช้งานเอง หรือเพื่อทำธุรกิจ
- เคยดาวน์โหลดเอกสารหรือขอใบเสนอราคาหรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการสื่อสารได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคน มากกว่าการส่งข้อความแบบเดียวกันให้ทุกคน
Segmentation คืออะไร?
เมื่อมีข้อมูลลูกค้าแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ Segmentation หรือการแบ่งกลุ่มลูกค้า
การแบ่งกลุ่มช่วยให้ธุรกิจสื่อสารกับลูกค้าได้ตรงความสนใจมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจรับผลิตเครื่องสำอาง (OEM)
แม้ว่าลูกค้าจะเข้ามาผ่านเว็บไซต์เดียวกัน แต่ความต้องการอาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
- กลุ่มที่ต้องการสร้างแบรนด์สกินแคร์
- กลุ่มที่สนใจผลิตอาหารเสริม
- กลุ่มที่ต้องการผลิตเครื่องสำอางแบบ White Label
- กลุ่มที่กำลังเปรียบเทียบโรงงานหลายแห่ง
หากส่งข้อมูลเดียวกันให้ทุกคน ลูกค้าบางส่วนอาจรู้สึกว่าเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังหาอยู่
แต่เมื่อแบ่งกลุ่มเรียบร้อยแล้ว ธุรกิจสามารถส่งข้อมูลเฉพาะด้านที่ตรงกับความสนใจของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ ทำให้โอกาสในการตอบกลับและการปิดการขายสูงขึ้น
Lead คืออะไร?
อีกคำที่มักได้ยินบ่อยคือ Lead
Lead หมายถึง ผู้ที่แสดงความสนใจในสินค้า หรือบริการของเราแล้ว แต่ยังไม่ได้เป็นลูกค้า
ตัวอย่างเช่น
- กรอกแบบฟอร์มบนเว็บไซต์
- ขอใบเสนอราคา
- ดาวน์โหลด E-book
- สมัครรับข่าวสาร
- ทักแชทเข้ามาสอบถาม
คนเหล่านี้ถือเป็น Lead เพราะแสดงความสนใจแล้ว แต่ยังอยู่ในช่วงตัดสินใจ
ดังนั้น หน้าที่ของธุรกิจคือค่อย ๆ ให้ข้อมูลและสร้างความเชื่อมั่น เพื่อเปลี่ยน Lead ให้กลายเป็นลูกค้า
Lead Scoring คืออะไร?
ปัญหาของหลายธุรกิจคือ มี Lead จำนวนมาก แต่ไม่รู้ว่าควรติดต่อลูกค้าคนไหนก่อน
Lead Scoring จึงถูกนำมาใช้เพื่อช่วยจัดลำดับความสำคัญของลูกค้า
หลักการคือ ระบบจะให้คะแนนตามพฤติกรรมของลูกค้า
ตัวอย่างการทำงานของ Step 2
ลองสมมติว่ามีลูกค้า 2 คน
ลูกค้าคนที่ 1
- เข้ามาอ่านบทความเพียงครั้งเดียว
- ยังไม่กรอกข้อมูล
- ไม่เปิดอีเมล
ลูกค้ากลุ่มนี้อาจยังอยู่ในช่วงหาข้อมูล จึงไม่จำเป็นต้องให้ฝ่ายขายรีบติดต่อ
ลูกค้าคนที่ 2
- ดาวน์โหลดแคตตาล็อกสินค้า
- ขอใบเสนอราคา
- กลับเข้ามาดูหน้าราคาหลายครั้ง
- เปิดอีเมลทุกฉบับ
ลูกค้ากลุ่มนี้มีโอกาสซื้อสูงกว่ามาก
ระบบสามารถแจ้งเตือนทีมขายให้ติดต่อทันที เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการปิดการขาย
นี่คือเหตุผลที่หลายองค์กรเลือกใช้ CRM และ Lead Scoring ควบคู่กัน เพราะช่วยให้ทีมขายใช้เวลาได้คุ้มค่าที่สุด
Case Study : TechUp Solutions
TechUp Solutions เป็นสตาร์ทอัพที่ให้บริการซอฟต์แวร์บริหารจัดการโครงการสำหรับธุรกิจ
ก่อนหน้านี้ บริษัทมีผู้ลงทะเบียนทดลองใช้ฟรีจำนวนมาก แต่ฝ่ายขายต้องใช้เวลาติดต่อทุกคน แม้ว่าหลายรายจะยังไม่พร้อมซื้อ
บริษัทจึงเริ่มใช้ CRM เชื่อมกับแบบฟอร์มสมัครใช้งาน พร้อมกำหนดคำถามคัดกรอง เช่น
- จำนวนพนักงานในบริษัท
- ประเภทธุรกิจ
- ปัญหาที่ต้องการแก้ไข
หลังจากนั้น ระบบจะทำการแบ่งกลุ่มลูกค้า และคำนวณ Lead Score จากพฤติกรรม เช่น การทดลองใช้ฟีเจอร์ การเปิดอีเมล และการกลับเข้ามาใช้งาน
เมื่อ Lead มีคะแนนถึงเกณฑ์ที่กำหนด ระบบจะแจ้งฝ่ายขายโดยอัตโนมัติ พร้อมแสดงข้อมูลทั้งหมดของลูกค้าใน CRM
ผลลัพธ์
- ฝ่ายขายใช้เวลาน้อยลงกับลูกค้าที่ไม่มีแนวโน้มซื้อ
- ระยะเวลาปิดการขายลดลงประมาณ 25%
- อัตราการปิดการขายเพิ่มขึ้นประมาณ 15%
Step 3 : Nurturing & Offer
เปลี่ยนผู้สนใจให้กลายเป็นลูกค้าด้วยการสื่อสารที่ตรงจังหวะ
หลังจากเก็บข้อมูลและคัดกรองลูกค้าเรียบร้อยแล้ว หลายธุรกิจมักเข้าใจว่าหน้าที่ของระบบจบลงเพียงเท่านี้ แต่ในความเป็นจริง ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อทันทีตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้จักแบรนด์
บางคนอาจกำลังเปรียบเทียบหลายแบรนด์ บางคนต้องใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หรือบางคนเพียงแค่ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่พร้อมตัดสินใจ
ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่การเร่งขาย แต่คือการ รักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า (Lead Nurturing) เพื่อให้แบรนด์ยังคงอยู่ในความสนใจของลูกค้า จนถึงวันที่เขาพร้อมซื้อ
Lead Nurturing คืออะไร?
Lead Nurturing คือกระบวนการสื่อสารกับผู้ที่สนใจสินค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านข้อมูลที่มีประโยชน์ คอนเทนต์ รีวิว หรือข้อเสนอที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อ
การสื่อสารลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการขายทุกครั้ง แต่ควรเป็นการให้ข้อมูลที่ช่วยตอบคำถามหรือแก้ปัญหาของลูกค้าในแต่ละช่วงของการตัดสินใจ
ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่ดาวน์โหลด E-book เกี่ยวกับการดูแลผิว อาจได้รับบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกส่วนผสมในสกินแคร์ ก่อนที่จะได้รับข้อเสนอเกี่ยวกับเซรั่มหรือครีมบำรุงในภายหลัง
Email Automation
หนึ่งในเครื่องมือที่นิยมใช้สำหรับ Lead Nurturing คือ Email Automation หรือระบบส่งอีเมลอัตโนมัติ
ระบบสามารถกำหนดลำดับการส่งอีเมลตามพฤติกรรมของลูกค้าได้ เช่น เมื่อลูกค้าสมัครสมาชิก ระบบจะส่งอีเมลต้อนรับโดยอัตโนมัติ จากนั้นอาจส่งบทความที่เกี่ยวข้อง รีวิวจากผู้ใช้งาน หรือข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยไม่ต้องมีพนักงานคอยส่งทีละฉบับ
การสื่อสารอย่างต่อเนื่องลักษณะนี้ช่วยสร้างความคุ้นเคยกับแบรนด์ และเพิ่มโอกาสในการเปลี่ยนผู้สนใจให้กลายเป็นลูกค้า
Personalized Offer
เมื่อลูกค้าถูกแบ่งกลุ่มไว้แล้ว ธุรกิจสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการนำเสนอโปรโมชั่นหรือข้อเสนอที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มได้
ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่สนใจเซรั่มลดริ้วรอย ย่อมมีแนวโน้มตอบสนองต่อโปรโมชั่นในกลุ่ม Anti-aging มากกว่าการได้รับโฆษณาครีมกันแดด หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง
การนำเสนอข้อเสนอที่สอดคล้องกับความสนใจของลูกค้า จะช่วยเพิ่มอัตราการเปิดอีเมล การคลิก และการตัดสินใจซื้อได้ดีกว่าการส่งโปรโมชั่นแบบเดียวกันให้ทุกคน
Retargeting คืออะไร?
แม้ว่าลูกค้าจะยังไม่ตัดสินใจซื้อในครั้งแรก แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะหมดความสนใจ
Retargeting คือการแสดงโฆษณาซ้ำให้กับผู้ที่เคยเข้าชมเว็บไซต์หรือดูสินค้าของเรา เพื่อเตือนความสนใจและกระตุ้นให้กลับมาดำเนินการต่อ
ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ ลูกค้าเข้ามาดูสินค้าบนเว็บไซต์ แต่ยังไม่ได้ซื้อ หลังจากนั้นจึงเห็นโฆษณาสินค้าชิ้นเดิมบน Facebook, Instagram หรือเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ใช้งานอยู่
การทำ Retargeting ช่วยให้แบรนด์ยังคงอยู่ในสายตาของลูกค้า และเพิ่มโอกาสในการกลับมาซื้อได้มากกว่าการปล่อยให้ลูกค้าหายไปหลังจากการเข้าชมครั้งแรก
Case Study : FitLife Gear
FitLife Gear เป็นสตาร์ทอัพที่จำหน่ายอุปกรณ์ออกกำลังกายออนไลน์ แม้จะมีผู้เข้าชมเว็บไซต์จำนวนมาก แต่ลูกค้าหลายรายยังไม่ตัดสินใจซื้อในครั้งแรก
บริษัทจึงนำ Marketing Automation มาใช้ร่วมกับ CRM เพื่อสร้างการสื่อสารแบบอัตโนมัติตามพฤติกรรมของลูกค้า เช่น ส่งอีเมลเตือนเมื่อลูกค้าทิ้งสินค้าไว้ในตะกร้า แนะนำบทความที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ลูกค้าสนใจ และนำเสนอสินค้าที่สามารถใช้งานร่วมกันได้หลังการสั่งซื้อ
ผลลัพธ์คือ ยอดขายจากลูกค้าที่เคยทิ้งตะกร้าสินค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 20% และยอดขายจากการแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้อง (Cross-sell) เพิ่มขึ้นประมาณ 15%